ไขมันเป็นหนึ่งในสารอาหารหลักที่ให้พลังงาน ร่างกายได้รับไขมันจากน้ำมันปรุงประกอบอาหารเป็นส่วนใหญ่โดยการทอด ผัด หรือน้ำสลัด และอยู่ในรูปของแข็ง เช่น เนย มาการีน นอกจากนี้ ยังได้รับไขมันจากเนื้อสัตว์มากน้อยขึ้นกับส่วนของเนื้อสัตว์ หรือชนิดผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้คุณภาพอาหารที่ดีและส่งเสริมสุขภาพ การเลือกใช้น้ำมันซึ่งมีหลากหลาย จึงมีความสำคัญ ไขมันประกอบด้วยกรดไขมัน ซึ่งแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ตามคุณสมบัติ 3 อย่างคือ อิ่มตัว ทางโภชนาการ และความยาวของโครงสร้าง ปริมาณไขมันที่แนะนำให้บริโภคไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน โดยมีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าร้อยละ 10 กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ร้อยละ 10-15 และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน น้อยกว่าร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน 

1. กินอาหารให้หลากหลายในสัดส่วนที่เหมาะสมและหมั่นดูแลน้ำหนักตัว

2. กินข้าวเป็นหลัก เน้นข้าวกล้อง ข้าวขัดสีน้อย อย่างน้อยในมื้อใดมื้อหนึ่งของวัน

3. กินพืชผักและผลไม้ตามฤดูกาลให้มากเป็นประจำ ผักควรบริโภคไม่น้อยกว่า 4 ทัพพี/วัน และผลไม้เน้นผลไม้ที่รสไม่หวานจัด

นมแม่มีภูมิคุ้มกันโรค ซึ่งปกติระบบภูมิคุ้มกันโรคของทารกในช่วงหนึ่งปีแรกของชีวิตยังพัฒนาไม่สมบูรณ์จึงจำเป็นต้องได้รับจากนมแม่ โดยพบว่าทารกที่ได้รับนมแม่มีอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคต่ำกว่าทารกที่ได้รับนมผสม เช่น ท้องร่วง และการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ และลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ เนื่องจากนมแม่ไม่มีสารกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ ในขณะที่นมผสมส่วนใหญ่ที่ผลิตจากนมวัวจะมีสาร  lactoglobulin ที่กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ในทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร หรือผิวหนังได้ ทารกที่ได้รับนมแม่อย่างเดียว 4 เดือน หรือมากกว่า มีอัตราของการเกิดโรคหอบหืดและภูมิแพ้น้อยกว่าทารกที่ได้รับนมผสม นอกจากนี้ทารกที่ได้รับนมแม่มีพัฒนาการด้านสติปัญญาและการเรียนรู้แตกต่างจากทารกที่ได้รับนมผสมอย่างชัดเจน เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของสมอง ได้แก่ docosahexaenoic acid (DHA) และ taurine ซึ่งสารอาหารดังกล่าวแตกต่างจากสารที่สังเคราะห์ขึ้นที่มีอยู่ในนมผสม

สัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” ไม่ใช่การโฆษณาสินค้า หรือจัดอันดับอาหารที่ดีหรือไม่ดี แต่มุ่งให้ความรู้กับผู้บริโภคในการเลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดความเสี่ยงสุขภาพ ลดการบริโภคหวาน มัน เค็ม 

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกชี้ให้เห็นว่าทารกที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่มีการเจริญเติบโตที่ไม่แตกต่างกัน แม้จะมีเชื้อชาติที่ต่างกัน นอกจากนี้ มีข้อมูลบ่งชี้ว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วน ในขณะที่ทารกที่ไม่ได้เลี้ยงด้วยนมแม่จะมีอัตราการเป็นโรคอ้วนสูงกว่าถึง 5 เท่า และยังพบว่าระยะเวลาการได้รับนมแม่มีความสัมพันธ์แบบผกผันกับความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน อีกทั้งการที่เด็กหย่านมแม่ก่อนวัยที่แนะนำมีผลให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคต เช่น โรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง เพิ่มขึ้นได้

โฟเลตเป็นสารอาหารซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มวิตามินที่ละลายในน้ำ เมื่อร่างกายได้รับโฟเลตไม่เพียงพอจะทำให้เกิดอาการซึ่งแสดงออกด้วยโรคโลหิตจาง อีกทั้งหญิงตั้งครรภ์ยังต้องการโฟเลตเพิ่มขึ้นเพื่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ และป้องกันความเสี่ยงของการเกิดหลอดประสาทของทารกในครรภ์เปิด (NTDS) แต่ไม่พบว่าการเสริมโฟเลตในปริมาณสูงสามารถป้องกันโรคหัวใจหลอดเลือด อีกทั้งการได้รับโฟเลตในปริมาณสูงอาจเกิดผลเสียแก่ร่างกาย ดังนั้นแนะนำให้บริโภคสำหรับผู้ใหญ่วันละ 300 ไมโครกรัม

กะทิมีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวสูงถึงประมาณร้อยละ 90 จึงมักจะได้รับคำแนะนำให้รับประทานกะทิแต่น้อย เพื่อช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่พบว่าส่วนใหญ่ (ร้อยละ 60) มีขนาดความยาวของโมเลกุลกรดไขมันสั้น-ปานกลาง (มีจำนวนคาร์บอนอะตอมไม่เกิน 12 อะตอม) กรดไขมันที่สั้นกว่าจะมีโอกาสเผาผลาญเป็นพลังงานให้กับร่างกายได้ง่ายกว่ากรดไขมันที่ขนาดโมเลกุลที่ยาวที่พบเป็นสัดส่วนที่มากในน้ำมันพืชอื่น ๆ 

โดยทั่วไปใน 1 หน่วยบริโภคของแกงกะทิ (120-150 กรัม) จะมีส่วนประกอบของกะทิ 20-40 มิลลิลิตร เนื้อสัตว์ 30-60 กรัม ให้พลังงานประมาณ 200-340 กิโลแคลอรี โดยเป็นพลังงานจากไขมันสูงถึงร้อยละ 55-76 เมื่อรับประทานร่วมกับข้าว 2-3 ทัพพี และอาหารชนิดอื่นที่รับประทานร่วมด้วย 1-2 ชนิด ที่มีไขมันน้อย สามารถปรับปริมาณของสัดส่วนอาหารต่าง ๆ ให้เป็นไปตามข้อแนะนำของการบริโภคเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีได้ และถ้าแกงกะทิมีการเปลี่ยนเนื้อสัตว์ โดยเลือกส่วนที่มีไขมันต่ำแทน จะทำให้มีปริมาณไขมันลดลงโดยเฉลี่ยร้อยละ 40 เช่น แกงไก่จากเดิมที่ใช้ไก่ทั้งตัวหรือเนื้อไก่ติดหนังมาใช้สันในไก่หรือส่วนอกแทน หรือเนื้อหมูใช้เนื้อส่วนสันใน สันนอก แทนการใช้เนื้อหมูติดมัน เนื้อหมูส่วนสันคอ หรือหมูสามชั้น เป็นต้น จากการศึกษาการรับประทานอาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ 1-2 มื้อต่อวัน ซึ่งมีการเปลี่ยนชนิดของเนื้อสัตว์ดังกล่าว ร่วมกับเมนูอาหารอื่น ๆ ที่ครบหมวดหมู่ โดยได้รับพลังงานจากไขมันไม่เกินร้อยละ 30 ต่อวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ พบว่า ไม่ทำให้ระดับ LDL-c ในเลือดเพิ่มสูงขึ้นและไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ที่มีสุขภาพดี ดังนั้นการรับประทานแกงกะทิไม่เกิดผลเสียต่อสุขภาพ และควรเลือกใช้เนื้อสัตว์ชนิดไขมันต่ำเป็นส่วนประกอบ

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้อายุขัยเฉลี่ยประชากรสูงขึ้น จากการศึกษาในชุมชนที่มีสัดส่วนประชากรสูงอายุที่แข็งแรงจำนวนมากเพื่อหาปัจจัยส่งเสริมทำให้สุขภาพดีและอายุยืน โดยเรียกชุมชนเหล่านี้ว่า Blue Zones ได้แก่ Okinawa ญี่ปุ่น, Loma Linda สหรัฐอเมริกา, Sardinia อิตาลี, Ikaria กรีซ และ Nicoya คอสตาริกา พบว่า

มีบทความหรือข้อมูลส่งต่อกันอยู่จำนวนไม่น้อย ว่าการรับประทานน้ำผึ้งจะช่วยลดความอ้วนได้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ค้นพบนั้น กลับเป็นสิ่งที่สวนทางกันโดยสิ้นเชิง พบว่า การกินน้ำผึ้งในปริมาณที่มากเกินไป นอกจากจะไม่ช่วยในการลดน้ำหนักแล้ว ยังจะยิ่งทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น หรือยิ่งกินมาก ยิ่งอ้วนมากกันเลยทีเดียว เพราะส่วนประกอบหลักของน้ำผึ้ง ประกอบด้วยน้ำตาลฟรุกโตส มีสรรพคุณหลักคือเป็นสารให้ความหวาน ดังนั้น เมื่อรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไปจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นได้

จากที่มีข่าวแชร์ในโลกอินเทอร์เน็ตว่า การบริโภคสารให้ความหวานแทนน้ำตาลทำให้ไอคิวต่ำนั้น ไม่เป็นความจริง !!!  โดยทั่วไปแล้วสารให้ความหวานแทนน้ำตาล สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ไม่ควรบริโภคแอสปาร์แตม (Aspartame) มากกว่า 50 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน   ไม่ควรบริโภคแซคคาริน (Saccharin) มากกว่า 15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะโรค เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะฟีนิลคีโตนูเรีย  (Phenylketonuria) ห้ามใช้แอสปาร์แตม (Aspartame) โดยเด็ดขาด !!! เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบประสาทและสมองได้